วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

หน้าที่ของ Ram



RAM ทำหน้าที่อะไร
RAM ทำหน้าที่รับข้อมูลหรือชุดคำสั่งจากโปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆที่กำลังเปิดใช้งานอยู่ในคอมพิวเตอร์ แล้วส่งต่อไปยัง CPU หรือ Central Processing Unit ซึ่งเป็นหัวใจหรือสมองของคอมพิวเตอร์นั้นๆให้ประมวลผล คำนวณ และวิเคราะห์ข้อมูลตามต้องการ เมื่อ CPU คำนวณเสร็จแล้ว จะส่งผลการคำนวณหรือวิเคราะห์นั้นๆกลับมายัง RAM เพื่อส่งต่อไปยังโปรแกรมเจ้าของชุดคำสั่ง ก่อนจะแสดงผลของการคำนวณออกมาทาง Output devices ต่างๆ เช่น ทางหน้าจอมอนิเตอร์หรือเครื่องพิมพ์ เป็นต้น



การทำงานของ RAM นั้น จะเป็นการทำงานหรือการเขียน/บันทึกข้อมูลแบบสุ่ม ซึ่งหมายถึง หน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU สามารถเข้าถึงทุกส่วนของ RAM ได้ สามารถบันทึกข้อมูลลงตรงจุดไหนก็ได้ วัตถุประสงค์ก็เพื่อเพิ่มความเร็วในการบันทึกและอ่านข้อมูลนั่นเอง ตรงนี้เองที่เป็นที่มาของคำว่า Random access
RAM สามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ดังนี้
1. Input Storage Area
เนื้อที่ RAM ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่รับข้อมูลจาก Input devices เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ Barcode reader และอื่นๆ โดยจะเก็บไว้เพื่อส่งให้ CPU ทำการประมวผล คำนวณหรือวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นต่อไป
2. Working Storage Area 
เนื้อที่ RAM ส่วนนี้เป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการประมวลผลของ CPU
3. Output Storage Area
เนื้อที่ RAM ส่วนนี้เป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล คำนวณ และวิเคราะห์โดยหน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU แล้วและอยู่ระหว่างรอส่งผลการประมวลดังกล่าวกลับคืนไปให้โปรแกรมเจ้าของชุดคำสั่ง เพื่อแสดงผลทาง Output devices ตามที่ผู้ใช้งานกำหนดไว้
4. Program Storage Area
เป็นส่วนที่ใช้เก็บชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการจะส่งเข้ามา เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตามคำสั่งชุดดังกล่าว หน่วยควบคุมจะทำหน้าที่ดึงคำสั่งจากส่วนนี้ทีละคำสั่งเพื่อทำการแปลความหมาย ว่าคำสั่งนั้นสั่งให้ทำอะไร จากนั้นหน่วยควบคุมจะไปควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ต้องการทำงานดังกล่าวให้ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ หน่วยความจำจะจัดอยู่ในลักษณะแถวแนวตั้ง (CAS:Column Address Strobe) และแถวแนวนอน (RAS:Row Address Strobe) เป็นโครงสร้างแบบเมทริกซ์ (Matrix) โดยจะมีวงจรควบคุมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงจรในชิปเซต (Chipset) ควบคุมอยู่ โดยวงจรเหล่านี้จะส่งสัญญาณกำหนดแถวแนวตั้ง และสัญญาณแถวแนวนอนไปยังหน่วยความจำเพื่อกำหนดตำแหน่งของข้อมูลในหน่วยความจำที่จะใช้งาน
เมื่อพิจารณาจากหน้าที่ของ RAM ในระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ก็จะเห็นว่า RAM เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญยิ่ง และเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ยิ่งคอมพิวเตอร์เครื่องใดมี RAM มาก ก็จะมีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้นด้วย แต่การจะเพิ่ม RAM ให้กับระบบคอมพิวเตอร์นั้นเราต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย เช่น งบประมาณ ความต้องการแรมของโปรแกรมที่เราใช้งาน และจำนวนช่อง (Slot) ในแผลวงจรหลักที่สามารถรองรับ RAM ได้เพิ่มอีกหรือไม่ เป็นต้น

การเช็คสเปคการ์ดจอ


GPU - Z



  • Name – ใช้ดูชื่อของการ์ดจอ นอกจากนั้นยังบอกถึงบริษัทผู้ผลิตอีกด้วย
  • GPU – ใช้ดูชื่อของ GPU ที่ใช้ในการประมวลผล
  • Technology – ใช้ดูเทคโนโลยีที่ใช้ผลิต ซึ่งจะบอกเป็นขนาดของ GPU
  • Memory Type – ใช้สำหรับดูว่า Memory (หน่วยความจำ) ของ GPU เป็นแบบใด ซึ่งในปัจจุบันก็คงจะได้เห็น GRRD5 กันแล้ว
  • Memory Size – ใช้สำหรับดูขนาดของ Memory ที่มีให้
  • DirectX Support – ใช้ดูว่าการ์ดจอที่ใช้งานอยู่ รองรับ DirectX เวอร์ชั่นอะไร (เวอร์ชั่นที่สูงที่สุด)
  • Bus Width – ใช้สำหรับดูขนาดช่องทางในการรับส่งข้อมูล ยิ่งเยอะยิ่งเร็ว
  • Bandwidth – ใช้สำหรับดูความเร็วในการรับส่งข้อมูล ยิ่งเยอะยิ่งเร็ว ค่านี้สัมพันธ์กับ Bus Width
  • GPU Clock – ความเร็วของ GPU ซึ่งจะมีหน่วยความเร็วเหมือนๆกับ CPU ที่เป็นแบบ Ghz จากรูปก็คือ 0.86Mhz นอกจากนั้นช่องต่อมา เราสามารถที่จะดูความเร็ว Bus ของ Memory ได้อีกด้วย
  • Default Clock – แสดงผลความเร็วตั้งต้นที่ผลิตมาจากโรงงาน จากรูปจะเห็นว่าเท่ากับ GPU Clock เลย เพราะว่าไม่ได้ทำการ Overclock GPU มันจึงมีค่าเท่ากัน
  • NVIDIA SLI– เทคโนโลยีการใช้งานการ์ดจอหลายๆตัวร่วมกันประมวลผลกราฟฟิค ซึ่งจากรูปก็จะเป็นแบบ Disabled ก็คือไม่ได้เปิดใช้งาน หรือใช้งานการ์ดจอเพียงตัวเดียวเท่านั้น สำหรับผู้ที่ใช้ AMD จะขึ้นว่า ATI CossFire 

การเช็คสเปค CPU



CPU - Z 

Name - ชื่อ รุ่น ของ CPU

Code Name - ชื่อชีรี้ของ CPU 

Max TDP - บอกอัตตราการกินไฟสูงของ CPU

Package - บอก Socket CPU

Technology - เทคโนโลยีการผลิต

Core Voltage - ไฟเลี้ยง CPU

Specification - ชื่อเต็มของ CPU

Instructions - โค๊ตการเข้ารหัสของ CPU 

Clocks - บอกรายละเอียดความเร็วของ CPU 

Cache - บอกรายละเอียด ของ Cache CPU แยกออกเป็น Level ต่างๆ